ไทยจะเป็นฮับขยะพิษโลก! ต่างชาติแจกเงินหมื่นให้ ปชช จาก GDP ของอุตสาหกรรมพุ่ง แต่ไทยกู้มาแจก ปชช +รับขยะพิษจากทั่วโลกหรอ

'นักวิชาการ' กังขา วิกฤตขยะพิษและกากอุตสาหกรรม โทษใครดี จำเลยมีเยอะ
CR: https://share.google/jrfb7Xg40sRL90krb

'นักวิชาการ' กังขา วิกฤตขยะพิษและกากอุตสาหกรรม โทษใครดี จำเลยมีเยอะ
19 สิงหาคม 2569 เวลา 10:32 น.

19ส.ค. 2569 - นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง วิกฤติขยะพิษและกากอุตสาหกรรม โทษใครดี? จำเลยมีเยอะ มีเนื้อหาดังนี้

วิกฤติขยะพิษและกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นมลพิษเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน ทั้งจากกฎหมาย ช่องโหว่ทางธุรกิจ และต้นทุนในการกำจัด
ดังนั้นจึงหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ ดีแต่โยนกันไปมา หาจำเลยไม่ค่อยได้

1. ต้นตอ: ใครคือผู้ก่อปัญหา?
ขยะพิษและกากอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มาจาก 3 กลุ่มหลัก:
ด้านหลัก คือ โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งของคนไทย และบริษัทต่างชาติ (ผู้ก่อกำเนิดของเสีย - Waste Generator):
โรงงานที่ลดต้นทุนโดยการส่งกากพิษให้บริษัทรับกำจัดที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือว่าจ้างบริษัทที่ประมูลราคาต่ำเกินจริง ซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการนำไปลักลอบทิ้ง
ผู้รับบำบัด/กำจัดเถื่อน และบริษัทขนส่ง:
กลุ่มรีไซเคิลหรือรับกำจัดที่ไม่มีศักยภาพจริง รวมถึงการสวมสิทธิ์เอกสารใบอนุญาตขนย้าย (สก.2) นำขยะพิษไปฝังกลบในที่ดินเอกชน ลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะ หรือลักลอบเผากลางแจ้ง
การลักลอบนำเข้าขยะพิษข้ามชาติ: กลุ่มทุนต่างชาติ (เช่น ทุนจีนบางกลุ่ม) ที่เข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลบังหน้า แล้วนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกปนเปื้อนสารเคมีเข้ามาทิ้งในไทย

2. จุดที่ร้ายแรงที่สุด (พื้นที่ระดับวิกฤต)
พื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งและสะสมของสารพิษรุนแรงที่สุด มักอยู่ใน เขตอุตสาหกรรมและจังหวัดรอบปริมณฑล/ระเบียงเศรษฐกิจ:
พื้นที่ EEC และภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น และมักพบการลักลอบทิ้งกากสารเคมีในที่ดินร้าง ลำห้วย และพื้นที่เกษตรกรรม
ภาคกลางและพื้นที่ใกล้เคียง: พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, เพชรบูรณ์ และราชบุรี (เช่น กรณีพิษปนเปื้อนน้ำใต้ดินจากโรงงานรีไซเคิลใน ต.น้ำพุ อ.เมือง ราชบุรี หรือถังสารเคมีลักลอบทิ้งใน ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม ลพบุรี)

3. หน่วยงานและกระทรวงที่รับผิดชอบ
การกำกับดูแลแบ่งตามภารกิจหลัก ดังนี้:

4. ทางออกและการแก้ไขปัญหา
ทางด้านนโยบายและกฎหมาย

1. รัฐบาลควรใช้หลัก Polluter Pays Principle (PPP): บังคับใช้แนวคิด "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายค่าความเสียหายและค่าชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ อย่างเคร่งครัด“
ให้โรงงานต้นทางต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทขนส่งและบริษัทกำจัด หากพบว่าขยะของตนถูกทิ้งผิดวิธี

2. ปรับปรุงระบบติดตาม Real-time: ใช้เทคโนโลยี GPS ติดรถขนส่งกากพิษทุกคัน และใช้ระบบสำรวจดิจิทัล (เช่น Digital Waste Tracking) เชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ผลิต ขนส่ง และโรงบำบัด เพื่อปิดช่องโหว่ขยะหายระหว่างทาง

3. เพิ่มโทษทางอาญาและแพ่ง: ปรับปรุงกฎหมายให้มีบทลงโทษหนักถึงขั้นยึดใบอนุญาตประกอบกิจการถาวร ติดคุก แบล๊กลิสต์ และต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเต็มจำนวน (Strict Liability)
ทางด้านโครงสร้างและการจัดการ

1. ห้ามนำเข้าขยะพิษ/พลาสติกปนเปื้อนจากต่างประเทศเด็ดขาด: ยุติข้อยกเว้นโควตานำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นถังขยะพิษของโลก

2. สนับสนุนอุตสาหกรรมกำจัดขยะที่ได้มาตรฐาน: ส่งเสริมการลงทุนโรงงานกำจัดที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น เตาเผาอุณหภูมิสูงระบบปิด หรือการแปลงเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) เพื่อลดต้นทุนกำจัดในระบบให้แข่งขันกับโรงงานเถื่อนได้

3. สร้างเครือข่ายภาคประชาชนเฝ้าระวังและกองทุนฟื้นฟู:
ตั้ง "กองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม" ที่จัดเก็บเงินสะสมจากโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท ไว้ใช้เยียวยาชาวบ้านทันทีเมื่อเกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอคดีความสิ้นสุด
รวมถึงดึงภาคประชาสังคม (เช่น มูลนิธิบูรณะนิเวศ) กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI):
ทำงานร่วมกับชุมชนและภาครัฐเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการเมืองสีเขียว และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED):
เน้นให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษา
Precious Plastic Bangkok: องค์กรที่เน้นการรีไซเคิลและแปรรูปขยะพลาสติกในระดับชุมชน [1, 2, 3] มาเข้าร่วมตรวจสอบ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่